Public Cloud คืออะไร? ส่องข้อดี-ข้อเสียของระบบคลาวด์สาธารณะ

Public Cloud คืออะไร

Public Cloud คืออะไร? แนะนำข้อดี-ข้อเสียของระบบคลาวด์สาธารณะ

ในยุคปัจจุบัน Cloud Computing ได้เข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานขององค์กรไปมาก และ Public Cloud คือ หนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นและเป็นได้รับความนิยมสูงเนื่องด้วยความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับขนาด และความคุ้มค่าด้านราคา

ในบทความนี้ SiS จะพาคุณไปเจาะลึกลักษณะการทำงานของ Public Cloud พร้อมทั้งแนะนำข้อดีและข้อเสียของระบบคลาวด์สาธารณะซึ่งเป็นตัวเลือกที่หลากหลายองค์กรไว้วางใจ

Public Cloud คืออะไร?

Public Cloud คือ การประมวลผลแบบคลาวด์ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เป็นสาธารณะ โดยมีผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Amazon Web Services (AWS) เป็นผู้ดูแลระบบและโครงสร้างทั้งหมด ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้จากทุกมุมโลกผ่านอินเทอร์เน็ต

การทำงานของ Public Cloud

จริงอยู่ที่ Public cloud คือ บริการคลาวน์ที่ให้หลายองค์กรสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกันได้ แต่การทำงานของผู้ใช้แต่ละรายจะแยกจากกันอย่างอิสระและปลอดภัย อีกทั้งยังมีการเก็บค่าบริการแบบ Pay-as-you-go หรือ จ่ายตามการใช้งานจริง

ซึ่งผู้ใช้ Public Cloud สามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานผ่านการเขียนโค้ด โดยที่ไม่ต้องจัดการกับอุปกรณ์จริง โดยองค์ประกอบสำคัญในการทำงานของ Public Cloud มีดังนี้

ศูนย์ข้อมูล (Data Center)

ศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของ Public Cloud ซึ่งประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค ในแต่ละจุดจะมีทีมผู้ดูแลอยู่ประจำเพื่อตรวจสอบ ติดตาม และดูแลระบบ โดยในปัจจุบัน AWS มี Physical Data Center มากถึง 125 จุด ครอบคลุมกว่า 31 AWS Regions

รวมไป Region ที่จะเปิดในไทยช่วงต้นปี 2025 โดยมี Data Center ถึง 7-9 จุด ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานในประเทศมี Latency ที่น้อยลง

การจำลองระบบเสมือน (Virtualization)

เทคโนโลยีการจำลองระบบ คือสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ทรัพยากรอย่างยืดหยุ่น และปรับขยายได้ โดยจะแยกการใช้งานของผู้ใช้แต่ละรายออกจากกันอย่างเป็นอิสระ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสร้าง Virtual Private Cloud (VPC) บน Public Cloud เพื่อสร้างเครือข่ายหรือสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นได้

การรวมทรัพยากร (Resource Pooling)

ผู้ให้บริการคลาวด์จะรวมเอานำทรัพยากรต่างๆ เช่น CPU และ RAM ไว้ในจุดเดียว และใช้เทคโนโลยีจำลองเสมือนในการจัดสรรทรัพยากรให้ผู้ใช้แต่ละราย โดยระบบการจัดสรรเป็นแบบ Dynamic ที่แบ่งทรัพยากรแบบอัตโนมัติตามความต้องการของผู้ใช้ และยังมีการติดตามและบันทึกการใช้ทรัพยากรของผู้ใช้แต่ละราย เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้ใช้จะจ่ายค่าบริการแบบเท่าที่ใช้จริง

การผสานรวม API (API Integration)

API เป็นเหมือนจุดประสานงานที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันที่มีอยู่เข้ากับระบบคลาวด์ได้ ซึ่ง API ที่ผู้ให้บริการนำเสนอจะรวมเอาฟังก์ชันที่มีประโยชน์ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการอย่าง Machine Learning, Analytics, และ Databses ได้อย่างสะดวก

ข้อตกลงในการให้บริการ (Service Level Agreement - SLA)

SLA คือ ข้อตกลงระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้ โดยในข้อตกลงจะระบุ ระดับการบริการ เวลาทำงาน และเมตริกต่างๆ ที่ผู้ให้บริการสามารถรับประกันได้ SLA จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ Public Cloud มั่นใจได้ถึงความเสถียรและประสิทธิภาพของบริการจากผู้ให้บริการคลาวด์รายนั้นๆ

ข้อดีของ Public Cloud

Public Cloud คือ ตัวเลือกที่องค์กรและธุรกิจต่างๆ ใช้ในการลดต้นทุน และลดภาระทาง IT ลงไปได้ โดยความโดดเด่นหลักๆ ของ Public Cloud คือ การใช้งานที่สะดวกและความยืดหยุ่นที่ของตัวบริการ โดยเราสามารถสรุปข้อดีของ Public Cloud ได้ดังนี้

1. เริ่มต้นใช้งานได้ง่าย ใช้งานได้ทันที

ความง่ายในการใช้งาน เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของ Public Cloud โดยเพียงแค่ลงทะเบียนและกรอกข้อมูลพื้นฐานก็สามารถเริ่มใช้ได้เลย เนื่องจาก Public Cloud มีระบบและการตั้งค่าที่ถูกกำหนดไว้แล้ว (pre-configurated) พร้อมต่อการใช้งาน ผู้ใช้จึงสามารถเลือกแพ็คเกจที่ต้องการและเริ่มใช้งานได้ในไม่กี่นาที

2. ความสามารถในการขยาย (Scalability)

คุณสมบัติในการลดหรือและเพิ่มขนาดของทรัพยากรเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของ Public Cloud ที่ทำให้หลากหลายๆ เลือกใช้ โดยความยืดหยุ่นตรงนี้จะช่วยให้ผู้ใข้สามารถจัดขนาดของทรัพยากรไม่ว่าจะเป็น CPU, Server Instances, หรือ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ตามความต้องการของธุรกิจ

3. มีทีมดูแลและจัดการระบบ

อีกหนึ่งข้อดีของ Public Cloud ก็คือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องกังวลในการจัดการกับระบบหลังบ้าน โดยผู้ให้บริการคลาวน์จะมีทีมไอทีที่คอยซัพพอร์ตและดูแลรักษาระบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ในด้านไอทีไปได้เยอะ

4. ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่าย

ด้วยโมเดลการคิดค่าใช้จ่ายแบบ Pay-as-you-go การเปลี่ยนมาใช้ Public Cloud ทำให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายทางด้านไอทีได้มากขึ้น โดยผู้ใช้เพียงแค่ชำระค่าบริการในส่วนของทรัพยากรที่ใช้จริง และไม่มีการผูกมัดล่วงหน้า

ข้อเสียของ Public Cloud

ได้เรียนรู้ข้อดีของ Public Cloud ไปแล้ว ต่อมาเราจะมาสำรวจดูข้อเสียหรือข้อจำกัดกันบ้าง

1. มีขีดจำกัดด้านการควบคุม และการปรับแต่ง

ข้อจำกัดด้านการควบคุมและการปรับแต่งเป็นข้อเสียที่สำคัญของ Public Cloud เนื่องจากผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเต็มที่ องค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงและต้องการควบคุมโครงสร้างอย่างเต็มที่จึงเหมาะกับตัวเลือกอย่าง Private Cloud หรือ Hybrid Cloud มากกว่า

2. อาจมีความล่าช้าในการซ่อมแซมเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ข้อดีของ Public Cloud คือการที่ผู้ให้บริการมีทีมไอทีเป็นคนดูแลระบบหลังบ้าน แต่ก็แปลว่า หากเกิดเหตุขัดข้องแล้ว ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถแก้ปัญหาเองได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า

3. ความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยและ Data Privacy

เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บในระบบของผู้ให้บริการ และมีการแชร์ทรัพยากรกับผู้ใช้รายอื่นที่อยู่ในระบบคลาวด์เดียวกัน ผู้ใช้ Public Cloud อาจมีความกังวลในความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล หรือการสูญเสียการควบคุม

อย่างไรก็ดี บริการ Public Cloud ของ AWS ก็มี Shared Responsibility Model ที่กำหนดขอบเขตความรับผิกชอบของผู้ใช้กับผู้ให้บริการอย่างชัดเจน และยังมี Well-Archited Framework พร้อม Security tools อีกมากมาย อย่างเช่น Identity and Access Management (IAM) และ Amazon GuardDuty ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน Public Cloud ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

Public Cloud กับ Private Cloud แตกต่างกันอย่างไร

Public Cloud คือการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับผู้ใช้อื่น โดยข้อมูลและการทำงานถูกแยกออกจากกันอย่างปลอดภัย จุดเด่นคือราคาคุ้มค่า ปรับขนาดได้ง่าย และเหมาะกับการใช้งานทั่วไป ส่วน Private Cloud มีโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้รายเดียว (หรือเพื่อการใช้งานภายในองค์กรเดียว) ทำให้ควบคุมระบบได้เต็มที่และมีความปลอดภัยสูงกว่า เหมาะกับองค์กรที่ต้องจัดการข้อมูลสำคัญหรือมีข้อกำหนดด้าน Compliance ที่เข้มงวด

สรุปสาระสำคัญ

เราสามารถสรุปได้ว่า Public Cloud คือบริการคลาวน์บนเซิร์ฟเวอร์สาธารณะที่โดดเด่นในเรื่องของความสะดวกในการใช้งาน ความสามารถในการขยายสูง และความยืดหยุ่นในการปรับแต่งที่ตอบโจทย์ธุรกิจส่วนใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยม จึงทำให้ Public Cloud เป็นตัวเลือกได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากองค์กรทุกระดับชั้น

แต่ด้วยความเป็นระบบคลาวน์สาธารณะที่ผู้ใช้หลายรายสามารถเข้าถึงได้ และมีผู้ให้บริการเป็นคนจัดการระบบ Public Cloud จึงอาจสร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้วย

อย่างไรก็ดี องค์กรไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เพียง Public Cloud อย่างเดียว โดยสามารเลือกการผสมผสานระหว่าง Public Cloud กับ Private Cloud ในรูปแบบ Hybrid Cloud หรือการใช้บริการ Public Cloud จากหลายผู้ให้บริการในรูปแบบ Multi-cloud ก็ได้ เพื่อจะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากแต่ละแพลตฟอร์ม และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว

หากคุณมีความสนใจ อยากเลือกใช้ Public Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกให้กับธุรกิจของคุณ SiS คือตัวช่วยในการเข้าถึง Service และ Benefit และเป็น Distributor รายเดียวของประเทศไทย มี Reseller Network มากกว่า 10,000 ราย พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ

ให้ SiS เป็นอีก 1 ตัวช่วยที่ทำให้คุณ เริ่มต้นธุรกิจ Cloud ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

Getting started with us, AWS starter kit Virtual Machine (VM)
Find a plan to streamline your workflows

Start 1 Month Free Trial for Any Services* No need to buy, Just try first!

ทดลองใช้งานฟรี