สรุปครบ! SaaS คืออะไร? ข้อดี ข้อเสีย และสิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกใช้

เมื่อเรามองย้อนกลับไป การใช้ซอฟต์แวร์ในองค์กร มีทั้งความซับซ้อนและต้นทุนที่สูงเกินความจำเป็น องค์กรต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล เพื่อติดตั้งโปรแกรมลงเครื่องทุกเครื่อง จ้างทีมดูแลระบบตลอดเวลา และเมื่อมีปัญหาหรือต้องการอัปเดตก็ต้องหยุดการทำงาน รอช่างมาแก้ไข หรือติดตั้งเวอร์ชันใหม่ทั้งหมด

ในปัจจุบัน การเข้าใช้งานซอฟต์แวร์ ทั้งระบบบัญชี ระบบ CRM ระบบบริหารจัดการโปรเจกต์ หรือแม้แต่โปรแกรมต่าง ๆ ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยเทคโนโลยี SaaS (Software as a Service) หนึ่งในนวัตกรรมที่ทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์คุณภาพสูงได้ง่าย ประหยัด และยืดหยุ่นกว่าที่เคย

SaaS (Software as a Service) คืออะไร?

SaaS (Software as a Service) คือรูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดตั้งหรือดูแลระบบด้วยตนเอง สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปพลิเคชันได้ทันที และชำระค่าบริการตามรูปแบบรายเดือนหรือรายปีตามแพ็กเกจที่เลือก

บนโครงสร้างพื้นฐานของ Amazon Web Services ผู้ให้บริการ SaaS สามารถพัฒนาและให้บริการแอปพลิเคชันได้อย่างมีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการขยายตัวของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว โดย AWS จะช่วยดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเครือข่าย ความปลอดภัย และความพร้อมใช้งาน ทำให้ผู้พัฒนาสามารถมุ่งเน้นที่การพัฒนาแอปพลิเคชันและสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้เต็มที่

อ่านบทความเพิ่มเติม Cloud Storage คืออะไร? วิธีเลือกใช้ให้คุ้มค่าและปลอดภัยในปี 2026

SaaS ต่างจากซอฟต์แวร์แบบติดตั้ง (On-Premise) อย่างไร

SaaS และซอฟต์แวร์แบบติดตั้ง (On-Premise) มีความแตกต่างกันทั้งในด้านการใช้งาน การลงทุน และการบำรุงรักษา

ซอฟต์แวร์แบบ On-Premise

  • ติดตั้งและเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร
  • องค์กรต้องลงทุนซื้อ License แบบถาวรหรือครั้งเดียว
  • ดูแลเซิร์ฟเวอร์ อัปเดต และแก้ไขปัญหาด้วยทีม IT ในองค์กร
  • เข้าถึงจากเครือข่ายองค์กรหรือต้องตั้งค่า VPN เท่านั้น

ซอฟต์แวร์แบบ SaaS

  • ใช้งานได้จากทุกพื้นที่ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ในเครื่อง
  • จ่ายค่าบริการแบบรายเดือน หรือรายปี ตามแพ็กเกจที่เลือก
  • ผู้ให้บริการดูแลและอัปเดต ไม่ต้องมีทีม IT ขนาดใหญ่

SaaS คือ

พร้อมใช้งาน AWS ด้วยคำแนะนำจาก SiS AWS Distributor ที่นี่

หลักการทำงานของ SaaS

SaaS ทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Multi-Tenant Architecture ซึ่งผู้ให้บริการสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์ชุดเดียวในการให้บริการลูกค้าหลายรายพร้อมกันได้ โดยข้อมูลและการตั้งค่าของแต่ละลูกค้าจะถูกแยกออกจากกันอย่างปลอดภัย

ระบบทั้งหมดถูกโฮสต์อยู่บนแพลตฟอร์ม Cloud เช่น AWS EC2 สำหรับการประมวลผล และ Amazon S3 สำหรับการจัดเก็บข้อมูล

เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปพลิเคชัน คำสั่งและข้อมูลจะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์บน Cloud เพื่อประมวลผล และส่งผลลัพธ์กลับมาแสดงผลบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์

ข้อดีของ SaaS ที่ทำให้ธุรกิจยุคใหม่เลือกใช้

SaaS มีข้อดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน ความยืดหยุ่น หรือความสะดวกในการใช้งาน

ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Server, Data Center)

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ จัดสร้าง Data Center หรือติดตั้งระบบ Database ขนาดใหญ่ เพราะบริการเหล่านี้ถูกจัดการโดยผู้ให้บริการ SaaS ทั้งหมด ซึ่งมีส่วนช่วยสำคัญในการประหยัดงบประมาณองค์กร โดยเฉพาะสำหรับ SME และ Startup ที่มีงบจำกัด

ลดต้นทุน IT ระยะยาว

นอกจากนี้ การใช้บริการ SaaS ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อัปเกรดฮาร์ดแวร์ และจ้างบุคลากร IT เพื่อดูแลระบบต่าง ๆ โดยองค์กรเพียงแค่เสียค่าใช้จ่ายแบบรายเดือนหรือรายปี ทำให้สามารถคาดการณ์งบประมาณได้แม่นยำขึ้น และปรับเปลี่ยนแพ็กเกจตามความต้องการได้ตลอดเวลา

ใช้งานได้ทุกที่ ทุกอุปกรณ์

SaaS คือระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานทางไกล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์ได้จากทุกพื้นที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานองค์กร โดยเฉพาะในยุคที่การทำงานจากที่ไหนก็ได้กลายเป็นเรื่องปกติ

รองรับการขยายธุรกิจ (Scalability)

เมื่อธุรกิจมีการเติบโต ซอฟต์แวร์แบบเดิม ๆ อาจไม่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ SaaS สามารถรองรับการขยายธุรกิจได้ง่าย ๆ เพียงแค่อัปเกรดแพ็กเกจหรือเพิ่มจำนวนผู้ใช้งาน ผ่านการคลิกบนระบบของผู้ให้บริการ

อัปเดตฟีเจอร์ใหม่อัตโนมัติ

บริการ SaaS มักครอบคลุมตั้งแต่การอัปเดตระบบ ปรับปรุงฟีเจอร์ และแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถใช้งานซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดที่มีฟีเจอร์และระบบความปลอดภัยรุ่นใหม่ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดหรือติดตั้งซอฟต์แวร์อื่น ๆ เพิ่มเติม

ข้อจำกัดและข้อควรระวังของ SaaS

ถึงแม้ว่า การติดตั้ง SaaS จะช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ แต่ SaaS ก็ยังมีข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น

  • การพึ่งพาอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งานจำเป็นต้องใช้งาน SaaS บนอินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียร
  • ข้อจำกัดด้านการ Customization เพราะมักถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานทั่วไป
  • Data Privacy และ Compliance อาจส่งผลกระทบต่อกฎหมายด้านความเป็นส่วนตัว
  • มีการใช้งานแบบ On-demand ผู้ใช้งานจึงควรวางแผนงบประมาณอย่างถี่ถ้วนและรัดกุม

Checklist ตรวจสอบความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ SaaS ก่อนนำมาใช้ในบริษัท

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ AWS เพื่อออกแบบ Cloud Architecture ที่เหมาะกับธุรกิจ คลิก

Checklist ตรวจสอบความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ SaaS ก่อนนำมาใช้ในบริษัท

ก่อนตัดสินใจนำ SaaS มาใช้ในองค์กร องค์กรควรตรวจสอบความปลอดภัยระบบให้ดีก่อน มิเช่นนั้นอาจทำให้ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ หลุดลอดออกไปจนส่งผลกระทบใหญ่

  • การเข้ารหัสข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูลทั้งขณะส่ง ขณะจัดเก็บ และมาตรฐานการเข้ารหัส
  • การยืนยันตัวตน การรองรับ Multi-Factor Authentication (MFA) และฟีเจอร์ผ่าน SSO (Single Sign-On)
  • การควบคุมการเข้าถึง ระบบจัดการสิทธิ์ผู้ใช้แบบละเอียด และการกำหนดผู้เข้าถึงข้อมูลแต่ละส่วน
  • การสำรองข้อมูล แบบอัตโนมัติ ความถี่ และกระบวนการกู้คืนข้อมูล
  • มาตรฐานและใบรับรอง การรับรองมาตรฐานความปลอดภัย และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • การตรวจสอบและบันทึก ระบบบันทึกการเข้าถึงข้อมูล เปลี่ยนแปลง และตรวจสอบย้อนหลัง
  • ที่ตั้งของ Data Center สถานที่ที่ข้อมูลถูก ผลกระทบต่อกฎหมายและความเร็วในการเข้าถึง
  • SLA (Service Level Agreement) การรับประกันการทำงานของบริการ และการชดเชยเมื่อระบบล่ม
  • ความปลอดภัยจากบุคคลที่สาม การ Penetration Testing หรือ Security Audit โดยบริษัทภายนอก
  • แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และทีมงานที่รับมือ เมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูลหรือการโจมตีทางไซเบอร์

SaaS ต่างจาก PaaS และ IaaS อย่างไร

หลายคนอาจสับสนว่า SaaS ต่างจาก PaaS และ IaaS อย่างไร มาดูจุดเด่นและคุณสมบัติของบริการแต่ละแบบ

SaaS (Software as a Service) - ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปพร้อมใช้

SaaS (Software as a Service) คือซอฟต์แวร์ที่พร้อมใช้งานทันทีโดยองค์กรไม่ต้องติดตั้งด้วยตนเอง เพราะผู้ให้บริการดูแลทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงแอปพลิเคชัน ผู้ใช้เพียงแค่เปิดเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปพลิเคชันก็ใช้งานได้เลย เหมาะกับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมากนัก

PaaS (Platform as a Service) - แพลตฟอร์มสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชัน

PaaS (Platform as a Service) แพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักพัฒนาสร้างและใช้งานแอปพลิเคชันได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพียงแค่เขียนโค้ดและอัปโหลดแอปพลิเคชัน ระดับการควบคุมปานกลาง เหมาะกับนักพัฒนาที่ต้องการโฟกัสกับการเขียนโค้ดมากกว่าการจัดการเซิร์ฟเวอร์

IaaS (Infrastructure as a Service) - โครงสร้างพื้นฐาน IT แบบ Cloud

IaaS (Infrastructure as a Service) ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน เช่น เซิร์ฟเวอร์เสมือน พื้นที่จัดเก็บข้อมูล เครือข่าย ผู้ใช้ต้องติดตั้งและจัดการระบบต่าง ๆ ด้วยตนเอง แต่ไม่ต้องซื้อหรือดูแลฮาร์ดแวร์จริง ๆ เหมาะกับองค์กรที่มีทีม IT ซึ่งมีความรู้ความชำนาญในการควบคุมระบบเอง

บริการ SaaS เหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

SaaS ไม่ได้เป็นซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับธุรกิจทุกรูปแบบ และนี่คือธุรกิจที่ควรใช้งานระบบ SaaS

  • SME และ Startup ที่มีงบประมาณจำกัดและไม่มีทีม IT ขนาดใหญ่
  • องค์กรที่ต้องการ Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • ธุรกิจที่ต้องการลดภาระทีม IT ช่วยให้ทีมโฟกัสไปที่งานที่สร้างมูลค่าให้ธุรกิจมากขึ้น
  • องค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง มีพนักงานทำงานทางไกล หรือมีสาขาหลายที่

SaaS ผู้ให้บริการ Cloud

ยกระดับระบบ IT ขององค์กรด้วยโซลูชัน AWS กับเรา คลิกเลย

วิธีเลือก SaaS ให้เหมาะกับองค์กร

การเลือก SaaS ที่เหมาะสม องค์กรต้องพิจารณาหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น

  • เลือกตามประเภทการใช้งาน ประเมินจุดประสงค์ในการใช้งาน SaaS เช่น การทำงานร่วมกัน การสื่อสารในองค์กร การจัดการลูกค้าและการขาย การบริหารโครงงาน หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
  • พิจารณาความปลอดภัยและมาตรฐาน ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ระบบเข้ารหัสข้อมูล การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ การกู้คืนข้อมูล และความสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อกับระบบเดิม สามารถเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น API สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล และรูปแบบการย้ายข้อมูล
  • เลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เชื่อถือได้ อย่าง AWS (Amazon Web Services) เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีความปลอดภัยสูง เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และรองรับการขยายตัวของธุรกิจเติบโต

วางระบบ SaaS บน AWS อย่างมั่นใจ ด้วยคำแนะนำจาก SiS

การเลือกใช้ SaaS คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวในทำงาน ลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเลือกติดตั้งระบบ SaaS และการวางแผนการทำงานอย่างเหมาะสมตามความต้องการขององค์กร

SiS Distribution ในฐานะ AWS Distributor ที่ได้รับความไว้วางใจในประเทศไทย เราพร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการใช้งาน AWS สำหรับระบบ SaaS อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนโครงสร้างที่เหมาะสมกับธุรกิจ การเลือกบริการที่ตรงตามความต้องการและงบประมาณที่มี การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง จากทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ รวมถึงคำแนะนำด้านความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าระบบของคุณจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คำแนะนำ จาก SiS เพื่อวางระบบ SaaS บน AWS

คำถามที่พบบ่อย

SaaS คืออะไร ใช้งานยากไหม?

SaaS หรือ Software as a Service คือซอฟต์แวร์การทำงานที่ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องติดตั้งในเครื่อง ใช้งานง่าย เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตและเข้าผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอปพลิเคชันก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องดูแลให้ยุ่งยาก

SaaS ปลอดภัยแค่ไหน?

SaaS ที่มีคุณภาพจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การสำรองข้อมูล และการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ องค์กรควรตรวจสอบใบรับรองมาตรฐาน และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก่อน

SaaS เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่หรือไม่?

องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเลือกใช้ SaaS โดยเฉพาะในระบบที่ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งมากนัก เช่น อีเมล CRM HRM หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูล เพราะ SaaS มีฟีเจอร์เพิ่มเติมสำหรับองค์กรใหญ่ เช่น การจัดการผู้ใช้ขนาดใหญ่ การปรับแต่งเชิงลึก และข้อตกลงระดับการให้บริการ

Getting started with us, AWS starter kit Virtual Machine (VM)
Find a plan to streamline your workflows

Start 1 Month Free Trial for Any Services* No need to buy, Just try first!

ทดลองใช้งานฟรี