Cloud Server คืออะไร? สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร?

Cloud Server คือเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการทำงานด้วยการเชื่อมต่อและการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วและยืดหยุ่น ไม่เพียงแค่ช่วยลดต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์ แต่ยังเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล ทำให้หลายธุรกิจเริ่มนำ Cloud Server มาใช้งานเพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้นในยุคปัจจุบัน วันนี้เราจึงขอราขอพาไปเจาะลึกให้เข้าใจการทำงานของ Cloud Server และความสำคัญต่อธุรกิจ

Cloud Server คืออะไร?

Cloud Server คือ ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีการจำลองระบบขึ้นในรูปแบบของเซิร์ฟเวอร์เสมือน โดยระบบ Cloud Server เป็นการเรียกใช้ทรัพยากรของผู้ให้บริการ เช่น ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่โครงสร้างพื้นฐาน และสามารถทำได้ผ่านอินเตอร์เน็ต จึงนำมาซึ่งข้อดีในการที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบด้วยตนเอง สามารถจัดการทรัพยากร เพิ่มหรือลดขนาดเซิฟเวอร์ได้ตามต้องการ และยังสามารถเข้าถึง Server Cloud จากที่ไหนก็ได้อีกด้วย ซึ่งแตกต่างจากเซิร์ฟเวอร์ในยุคก่อนอย่าง Traditional Server

ความแตกต่างของ Cloud Server กับ Traditional Server

Cloud Server และ Traditional Server มีความแตกต่างกันในหลายด้านซึ่งมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น 

1. การติดตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน

Traditional Server ต้องการการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ศูนย์ข้อมูลหรือสถานที่จริง ซึ่งต้องใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งและต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องจัดการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เองทั้งหมด ส่วน Cloud Server: ไม่จำเป็นต้องลงทุนในอุปกรณืเอง เพราะทั้งหมดจะถูกดูแลและจัดการโดยผู้ให้บริการ

2. ความยืดหยุ่นในการปรับขนาด

การปรับขนาด Traditional Server ทำได้ยากกว่า  เช่น CPU หรือ RAM จะต้องมีการซื้ออุปกรณ์ใหม่หรือเพิ่มเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง กลับกัน Cloud Server สามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม สามารถปรับเปลี่ยนตามการใช้งานจริง

3. การจัดการและการดูแลรักษา

การดูแลรักษา Traditional Server จำเป็นต้องมีผู้ที่มีความรู้และทักษะในการดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ ทั้งในเรื่องของการตั้งค่า, การสำรองข้อมูล, การบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์, และการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลแต่ Cloud Server นั้น หน้าที่นี้จะถูกรับผิดชอบโดยผู้ให้บริการ

4. การเข้าถึงและความสะดวก

การเข้าถึง Traditional Server ต้องอาศัยการเชื่อมต่อจากภายในองค์กร รวมถึงต้องลงพื้นที่ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเองในกรณีที่มีการบำรุงซ่อมแซม แต่การเข้าถึง Cloud Server สามารถทำได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์มือถือ จึงสะดวกสำหรับธุรกิจที่มีการทำงานระยะไกลหรือในหลายภูมิภาค

Cloud Server ทำงานอย่างไร?

หลักการทำงานของระบบ Cloud Server 

หลักการทำงานโดยคร่าว คือการที่ผู้ให้บริการ มี SAN Storage เป็นที่เก็บข้อมูลผู้ใช้งานทุกคน และจะมี Physical Server หลายๆ ตัวที่ทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันการผิดพลาดหรือมีตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ซึ่งใน Physical Server จะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ Hypervisor เช่น VMware, Hyper-V เป็นต้น ซึ่งทำหน้าที่ในการแบ่ง Virtual Server ที่ผู้ใช้งานหรือลูกค้า นำไปใช้เป็น Cloud Server นั่นเอง และแต่ละ Virtual Server จะมีการแชร์ทรัพยากรจาก Resource Pool (CPU, RAM, HDD) เพื่อใช้ในการประมวลผล จัดเก็บและจัดการข้อมูลบน Virtual Server 

การจำลองระบบเสมือน (Virtualization)

การจำลองระบบเสมือนคือกระบวนการสร้างและเรียกใช้ Instance เสมือน ที่สร้างจากทรัพยากรจริงเพื่อเป็น Virtual Server โดยหลายๆ Virtual Server สามารถทำงานบน Physical Server จริงเครื่องเดียวได้ โดยแชร์ทรัพยากรร่วมกัน

การจัดเตรียมการ (Provisioning)

กระบวนการนี้โดยปกติจะเริ่มต้นด้วยการระบุ Attribute ของเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการ เช่น CPU, RAM, Storage เป็นต้น และยังสามารถกำหนดระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้ล่วงหน้าได้ 

เมื่อกำหนดแล้ว ระบบของผู้ให้บริการจะทำการสร้าง Cloud Server ตามค่าที่กำหนดและคุณยังสามารถปรับการใช้ทรัพยากรในการประมวลผลให้เข้ากับความต้องการใช้งานของคุณในภายหลังได้

ประเภทของ Cloud Server

ประเภทของ Cloud Server สามารถแบ่งได้หลักๆ คือตามการกำหนดค่า และ ตามประเภทของโฮสต์ ซึ่งในแต่ละประเภทก็ยังมีรูปแบบย่อยๆ ดังนี้ 

แบ่งตามการกำหนดค่า (Configuration)

  • แบบทั่วไป (General Purpose)

Cloud Server ประเภทนี้ เน้นสมดุลของการทำงานในภาพรวม เช่น CPU หน่วยความจำ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล เป็นต้น เหมาะกับการทำงานที่หลากหลาย ไม่เฉพาะทางมาก เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชันขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง

  • แบบเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล (Compute-optimized)

สำหรับ Cloud Server ที่เน้นการใช้ CPU เป็นหลัก เช่นแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ การประมวลผลชุดข้อมูลจำนวนมาก

  • แบบเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยความจำ (Memory-optimized)

Cloud Server ที่มี RAM สูง เหมาะกับงานประเภทที่ต้องเก็บข้อมู,ในหน่วยความจำจำนวนมาก เช่น แพลตฟอร์มวิเคราะห์ Big data เป็นต้น 

  • แบบเพิ่มอัตราเร่งการประมวลผล (Accelerated Computing)

Cloud Server ประเภทนี้จะมีการเสริมส่วนอื่นๆ เช่น หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) หรือ Field-programmable Gate Array (FPGA) เพื่อการทำงานเฉพาะทาง  เช่น การแสดงผลกราฟิก เป็นต้น

  • แบบเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage-optimized)

ในประเภทนี้ จะมี Storage ปริมาณมาก เหมาะกับงานที่เน้นการเข้าถึง การจัดเก็บและบริหารข้อมูลมากกว่าการประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ 

  • แบบประสิทธิภาพสูง (High-performance computing)

Cloud Server สมรรถนะสูงที่ปรับแต่งมาให้รองรับการทำงานที่ต้องประมวลผลหนัก และมีความหน่วงต่ำ เช่นการวิเคราะห์ Realtime การวำเคราะห์เหตุการณ์ธรรมชาติและการประมวลผลทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ 

แบ่งตามประเภทโฮสต์ (Hosting Type)

  • Shared hosting

เซิร์ฟเวอร์หลายเซิร์ฟเวอร์ จะแชร์ทรัพยากรจาก Physical Server เครื่องเดียวกัน มีต้นทุนต่ำกว่า แต่อาจส่งผลกระทบด้านความล่าช้าได้ หากมีการใช้งานในเวลาเดียวกัน

  • Virtual private server hosting

เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวเสมือน หรือ VPS ลักษณะคล้ายกับ Shared hosting ตรงที่จำลองจาก Physical Server แต่ต่างกันตรงที่มีการจัดสรรทรัพยากรจากเครื่องหลักเป็นของตัวเอง ทำให้ไม่เสี่ยงในการเกิดผลกระทบด้านความล่าช้า 

  • Dedicated hosting

เซิร์ฟเวอร์ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์จริง ที่ผู้ให้บริการจัดหาให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถจัดสรรการแบ่ง Cloud Server ได้เอง เรียกว่าเป็นการแบ่งจัดสรรทรัพยากรในระดับฮาร์ดแวร์เลยนั่นเอง ข้อดีคือการที่ผู้ใช้งานสามารถจัดสรรได้อย่างอิสระ แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย 

ข้อดีของ Cloud Server

  1. ยืดหยุ่นและขยายขนาดได้: สามารถเพิ่มหรือลดทรัพยากรตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการทำงาน และการควบคุมค่าใช้จ่ายอีกด้วย
  2. ประหยัดต้นทุน: ผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องลงทุนในการติดตั้งระบบ ซื้อฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ รวมถึงบำรุงรักษาระบบด้วย เพราะในส่วนนี้ผู้ให้บริการมีหน้าที่ในการจัดการทั้งหมด
  3. มั่นคงและน่าเชื่อถือ: ใน Cloud Server มีการทำงานร่วมกันของ Physical Server หลายตัว ที่สามารถทดแทนกันได้หากมีตัวใดตัวหนึ่งชำรุด ป้องกันข้อมูลสูญหาย หรือการขาดความต่อเนื่องในการใช้งาน 
  4. ปลอดภัย: มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และบริการสนับสนุนด้านเทคนิคอย่างมืออาชีพจากผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้อมูล

ข้อจำกัดของ Cloud Server

  1. ความปลอดภัยของข้อมูล: Cloud Server ที่อาศัยอินเตอร์เน็ตในการเข้าถึง อาจส่งผลต่อความกังวลในด้านความปลอดภัยได้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาขึ้น แต่ก็ถือว่ายังไม่ 100% แต่ก็ยังถือว่ามีความปลอดภัยสูง 
  2. การจัดการด้านไอทีและการดูแล: แม้ว่าจะมีผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบ แต่นโยบายการดูแลเป็นสิ่งที่ลูกค้าจำเป็นต้องศึกษาก่อนเลือกใช้บริการ เพราะแต่ละผู้ให้บริการมีมาตรการที่แตกต่างกันไป รวมถึงการจัดการด้านอื่นๆ เช่น การอัปเดตซอฟต์แวร์ระบบ ก็จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเท่านั้น 
  3. การโอนย้ายระบบเดิม: เช่นการ Digitize ข้อมูลจากเดิมเข้าสู่ระบบดิจิทัล ในบางผู้ให้บริการอาจยังไม่มีการรองรับในส่วนนี้ ผู้ใช้บริการอาจต้องมีการเลือกใช้บริการอื่นร่วมด้วย หรือทำการแปลง โยกย้ายข้อมูลด้วยตนเอง

การใช้งานของ Cloud Server

Cloud Server คือเครื่องมือที่เหมาะกับการใช้งานหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกับงานที่ต้องการความเสถียรและการเข้าถึงได้ตลอดเวลา รวมถึงงานที่มีความต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก Cloud Server มีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดและการใช้งานตามความต้องการ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในงานประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้:

  1. ระบบจัดการข้อมูลและระบบฐานข้อมูล
    สำหรับองค์กรที่ต้องจัดการกับข้อมูลปริมาณมาก เช่น ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) และระบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) Cloud Server ช่วยให้สามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขนาดได้ตามการเติบโตของข้อมูล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขยายพื้นที่จัดเก็บ
  2. ระบบอีคอมเมิร์ซและธุรกิจออนไลน์
    ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่มีความเสถียรและสามารถรองรับการเข้าถึงของผู้ใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง Cloud Server เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีผู้ใช้งานมากและเข้าถึงพร้อมกันจำนวนมาก เช่น ช่วงเทศกาลลดราคาหรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ เนื่องจาก Cloud Server สามารถปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามปริมาณผู้ใช้จริง ทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
  3. บริการออนไลน์ที่ต้องการการใช้งานตลอดเวลา
    บริการออนไลน์ เช่น สตรีมมิ่ง, การเล่นเกมออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดชะงัก Cloud Server จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับระบบเหล่านี้ เนื่องจากสามารถเพิ่มทรัพยากรตามจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ทันที
  4. แอปพลิเคชัน SaaS (Software as a Service)
    Cloud Server เหมาะสำหรับผู้ให้บริการ SaaS ที่ให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ซอฟต์แวร์การจัดการโครงการ, ซอฟต์แวร์บัญชี และซอฟต์แวร์จัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) ซึ่งต้องการความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าและสามารถเข้าถึงได้จากที่ไหนก็ได้
  5. การพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์ (Development & Testing)
    Cloud Server เหมาะสำหรับนักพัฒนาและทีมวิจัยที่ต้องการใช้เซิร์ฟเวอร์สำหรับการพัฒนาและทดสอบระบบ โดยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทดสอบได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการลบหรือปรับขนาดทรัพยากรได้ง่าย จึงช่วยให้การทดสอบและพัฒนาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้นและลดต้นทุน

สรุปสาระสำคัญ

Cloud Server คือ เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้เทคโนโลยีการประมวลผลแบบคลาวด์ ทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่อยู่ในสถานที่เดียวกัน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานจากที่ใดก็ได้ โดยมีความยืดหยุ่นในการปรับขยายทรัพยากรตามความต้องการ เหมาะกับงานเช่น การประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก, การใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน, การใช้เพื่อพัฒนาและทดสอบซอฟต์แวร์ รวมถึงงานอื่นๆ ที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงและจัดการข้อมูล 

สำหรับท่านที่มีความสนใจ อยากพลิกโฉมธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกให้กับธุรกิจด้วย Cloud Computing SiS คือตัวช่วยในการเข้าถึง Service และ Benefit และเป็น Distributor รายเดียวของประเทศไทย มี Reseller Network มากกว่า 10,000 ราย พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ 

ให้ SiS เป็นอีก 1 ตัวช่วยที่ทำให้คุณเริ่มต้นธุรกิจ Cloud ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

Getting started with us, AWS starter kit Virtual Machine (VM)
Find a plan to streamline your workflows

Start 1 Month Free Trial for Any Services* No need to buy, Just try first!

ทดลองใช้งานฟรี