03 March 2025
Cloud Storage คือโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจาก “ข้อมูล” ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กร และการจัดเก็บข้อมูลที่ปลอดภัย แต่ก็ยังข้าถึงได้ง่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน Cloud Storage จึงเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่นอกจากนี้ Cloud Storage ยังมีข้อดี ข้อพิจารณา และประเภทการจัดเก็บอีกหลากหลาย ที่คุณต้องพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจใช้ ซึ่งเรามีคำตอบให้คุณ
Cloud Storage คืออะไร?
Cloud Storage คือรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล ที่เรียกว่า Logical Pool แต่หากให้อธิบายแบบง่ายๆ ระบบ cloud storage คือ การที่เรานำข้อมูลไปจัดเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ที่เรียกว่า Host โดยผู้ให้บริการจะทำหน้าที่ดูแลรักษาข้อมูลที่เราจัดเก็บไว้นั่นเอง จุดเด่นสำคัญของ Cloud Storage คือการที่เราทำการจัดเก็บข้อมูลไว้เช่นเดียวกับที่เก็บในฮาร์ดไดรฟ์ , , SSD หรือ Storage ส่วนตัวอื่นๆ แต่สามารถเรียกใช้ หรือเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายดายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และข้อดีตรงนี้ช่วยให้การจัดเก็บข้อมูล ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนในการซื้อฮาร์ดแวร์ การบำรุงรักษา หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจัดการ Storage เพราะผู้ให้บริการ จะเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนนี้แทน
แต่ถึงจะบอกว่าการจัดเก็บข้อมูลเหมือนกับการใช้ฮาร์ดแวร์ส่วนตัว ก็ต้องขอย้อนกลับมาที่คำว่า Logical Pool ซึ่งโดยเทคนิคแล้ว การใช้ Cloud Storage ไม่ใช่การจัดเก็บข้อมูลไว้ที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการกระจายข้อมูลไปยัง Data Center หลายแห่ง อาจจะทั่วภูมิภาค หรือทั่วโลกก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราในฐานะผู้ใช้บริการ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ ทุกเวลาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม
Cloud Storage สำคัญอย่างไร?
การนำ Cloud Storage มาใช้ ไม่ได้เป็นเพียงการจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในหลายด้านดังนี้:
ควบคุมค่าใช้จ่าย: การใช้งาน Cloud Storage ช่วยลดต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น เซิร์ฟเวอร์หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจ้างพนักงานเพื่อดูแลรักษาระบบ
เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน: ด้วยการเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผู้ใช้งานสามารถทำงาน หรือใช้งานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งภายในองค์กรและกับลูกค้าหรือบุคคลภายนอก
สามารถใช้งานจริงได้รวดเร็ว: Cloud Storage สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาในการตั้งค่าระบบหรือติดตั้งอุปกรณ์
การจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ: ด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระเบียบ ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและดึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
เพิ่มทรัพยากรได้ไม่จำกัด: Cloud Storage มีข้อดีตรงที่สามารถเพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่จัดเก็บได้ไม่จำกัดอย่างรวดเร็ว
ความต่อเนื่องของธุรกิจ: ในกรณีที่ข้อมูลต้นทางสูญหาย หรือเสียหาย ธุรกิจสามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และลดโอกาสที่ธุรกิจจะชะงักตัว
กระบวนการทำงานของ Cloud Storage
ระบบ Cloud Storage ทำงานโดยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ของผู้ใช้ เช่น คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ข้อมูลจะถูกอัปโหลดและจัดเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์นั้น และเมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าถึงข้อมูล ระบบจะทำการดาวน์โหลดข้อมูลกลับมาที่อุปกรณ์ และในบางกรณี ระบบจะใช้เทคโนโลยีการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ (Backup) หรือการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูลอีกด้วย
ประเภทของ Cloud Storage มีอะไรบ้าง?
หากจะแบ่งประเภทของ Cloud Storage โดยปกติแล้วจะสามารถแบ่งออกได้ใน 2 รูปแบบ คือ การแบ่ง ตามความเป็นส่วนตัวของ Server และแบ่งตามลักษณะการจัดเก็บข้อมูล
การแบ่งประเภท Cloud Storage ตามความเป็นส่วนตัวของ Server
1. Private Cloud
Private Cloud ออกแบบมาเพื่อการใช้งานภายในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทำให้สามารถควบคุมและจัดการข้อมูลได้ตามความต้องการ และสามารถรักษาความปลอดภัยได้สูง เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลมากและมีข้อกำหนดด้านกฎหมายหรือมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยสูง ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงิน ธนาคาร หรือหน่วยงานของรัฐบาล
2. Public Cloud
Public Cloud เป็นบริการที่เปิดให้บุคคลทั่วไปใช้งานโดยผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบทั้งหมด ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อและใช้งานได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องดูแลจัดการโครงสร้างพื้นฐานเอง Public Cloud มีข้อดีคือช่วยลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากเป็นบริการที่ใช้ร่วมกันระหว่างผู้ใช้หลายราย เช่น การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ผ่าน Google Drive, Dropbox เป็นต้น
3. Hybrid Cloud
Hybrid Cloud เป็นการผสมผสานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมข้อมูลที่สำคัญภายในองค์กรได้ผ่าน Private Cloud ในขณะที่ข้อมูลที่ไม่สำคัญสามารถจัดเก็บใน Public Cloud ได้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย Hybrid Cloud จึงเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้งานบริการ Cloud Computing หรือ Cloud Service
การแบ่งประเภท Cloud Storage ตามลักษณะการจัดเก็บข้อมูล
1. Object Storage
Object Storage เป็นรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีการบันทึกข้อมูลเป็นหน่วยย่อยที่เรียกว่า “อ็อบเจกต์” (Object) ซึ่งแต่ละอ็อบเจกต์ประกอบไปด้วย
ข้อมูล (Data): เนื้อหาที่ต้องการจัดเก็บ เช่น ไฟล์รูปภาพ วิดีโอ หรือเอกสาร
Metadata: ข้อมูลอธิบายลักษณะของไฟล์ เช่น วันที่สร้าง ชื่อไฟล์ หรือขนาดไฟล์ ซึ่งช่วยในการค้นหาและจัดการข้อมูล
Unique Identifier: รหัสเฉพาะที่ใช้ระบุอ็อบเจกต์นั้นๆ
ซึ่งข้อดีของ Object Storage คือการรองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก เหมาะสำหรับไฟล์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ไฟล์สำรอง รูปภาพ วิดีโอ หรือไฟล์ที่ใช้ในระบบวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถใช้งานร่วมกับระบบ Cloud Service ต่างๆ ได้ดี เช่น Content Delivery Network (CDN)
2. File Storage
File Storage เป็นการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบไฟล์ (File)ในลักษณะที่เราคุ้นเคยกันอย่างดีคือ ไฟล์มีการจัดเรียงในรูปแบบลำดับชั้น (Hierarchy) ด้วยการการแบ่งโฟลเดอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและจัดการไฟล์ได้ง่ายยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการจัดเก็บไฟล์งานทั่วไป เช่น PDF, Excel, ไฟล์ Word และสามารถแชร์การทำงานร่วมกันได้ง่าย
3. Block Storage
Block Storage เป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลที่แบ่งข้อมูลออกเป็น "บล็อก" (Block) ขนาดเล็ก ซึ่งแต่ละบล็อกจะมีที่อยู่เฉพาะ ทำให้สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การประมวลผลฐานข้อมูลหรือแอปพลิเคชันระดับองค์กร
สรุปความแตกต่างระหว่างประเภทของ Cloud Storage
ประเภท
จุดเด่น
ตัวอย่างการใช้งาน
Object Storage
การจัดเก็บไฟล์ในที่เดียวกันและมี Metadata
ไฟล์วิดีโอ, รูปภาพ, ข้อมูลสำรอง
File Storage
การจัดเก็บไฟล์แบบลำดับชั้น เข้าใจและใช้งานได้ง่าย
ไฟล์งานเอกสาร, ไฟล์สำหรับแชร์ในทีม
Block Storage
แต่ละ Block มีที่อยู่ชัดเจน ทำให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง
ฐานข้อมูล, แอปพลิเคชันที่ต้องการการตอบสนองแบบเรียลไทม์
ข้อดีของ Cloud Storage
ลดต้นทุนการจัดเก็บข้อมูล การใช้ Cloud Storage ช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนในฮาร์ดแวร์ เช่น ฮาร์ดไดรฟ์ ซอฟต์แวร์ระบบ การบำรุงรักษา เป็นต้น
เข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ Cloud Storage ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้จากทุกที่และทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ทำให้การทำงานมีความสะดวกมากขึ้น
ความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดพื้นที่ Cloud Storage มีความสามารถในการปรับขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ตามความต้องการ ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ทันทีเมื่อข้อมูลมีปริมาณเพิ่มขึ้น และลดพื้นที่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการใช้งานน้อยลง
ความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูล ผู้ให้บริการ Cloud Storage ส่วนใหญ่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน เช่น การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) และการสำรองข้อมูลในศูนย์ข้อมูลหลายแห่ง เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
ลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บบน Cloud Storage สามารถกู้คืนได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหา เช่น การโจมตีทางไซเบอร์หรือความเสียหายจากภัยพิบัติ
ข้อเสียของ Cloud Storage
ขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเทอร์เน็ต Cloud Storage ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากความเร็วอินเทอร์เน็ตต่ำ การอัปโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูลอาจใช้เวลานาน หรือในบางกรณีอาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้
ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นหากมีการใช้งานพื้นที่มาก แม้การเริ่มต้นใช้งาน Cloud Storage จะมีต้นทุนต่ำ แต่ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นเมื่อมีการใช้พื้นที่จัดเก็บหรือฟีเจอร์พิเศษอื่นๆ มากขึ้น เช่น บริการสำรองข้อมูลแบบเรียลไทม์ หรือระบบความปลอดภัยขั้นสูง เป็นต้น
Cloud Storage ใช้กับงานแบบไหนได้บ้าง?
การวิเคราะห์ข้อมูลและการทำ Data Lakes Cloud Storage ช่วยจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่มาจากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลเซ็นเซอร์จาก IoT, บันทึกการทำธุรกรรม, และข้อมูลโซเชียลมีเดีย เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับสูง (Big Data Analytics)
การสำรองข้อมูล Cloud Storage เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการสำรองและกู้คืนข้อมูล โดยสามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและจัดเก็บข้อมูลในหลายภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหาย เช่น การโจมตีของมัลแวร์หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ
การพัฒนาซอฟต์แวร์ นักพัฒนาสามารถใช้ Cloud Storage ในการเก็บ Sorce Code ข้อมูลแอปพลิเคชัน และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการทดสอบระบบ
การย้ายข้อมูลไปยังระบบคลาวด์
Cloud Storage เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการย้ายข้อมูลจากระบบเก่าไปยังระบบคลาวด์ เช่น การจัดเก็บข้อมูลแบบสำรองก่อนที่จะนำเข้าสู่ระบบ Cloud-Native Application ช่วยลดภาระการจัดการและเพิ่มความสะดวกในการโอนย้าย
การปฏิบัติตามข้อกำหนด
สำหรับองค์กรที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนด เช่น GDPR, PDPA หรือ HIPAA การใช้ Cloud Storage ที่มีการป้องกันข้อมูลระดับสูงและการติดตามการเข้าถึงข้อมูล สามารถช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
พื้นที่เก็บข้อมูลแอปพลิเคชันบน Cloud-Native
Cloud Storage เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันแบบ Cloud-Native ซึ่งต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลที่สามารถปรับขนาดได้ตามการใช้งาน
การเก็บถาวร
เหมาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูลระยะยาวที่ไม่ค่อยมีการเรียกใช้งาน เช่น เอกสารทางกฎหมาย ไฟล์ภาพยนตร์ต้นฉบับ หรือข้อมูลเชิงลึกที่ต้องจัดเก็บไว้เพื่อการอ้างอิงในอนาคต
พื้นที่จัดเก็บบนระบบคลาวด์แบบไฮบริด
เหมาะสำหรับองค์กรที่ยังต้องการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานภายใน (On-Premises) ควบคู่กับ Cloud Storage สามารถใช้โซลูชันแบบไฮบริดเพื่อผสมผสานการจัดเก็บข้อมูลในคลาวด์กับระบบเดิมได้
พื้นที่เก็บฐานข้อมูล
Cloud Storage สามารถจัดเก็บข้อมูลฐานข้อมูลที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยการรวม Cloud Storage กับบริการ Database Management Service ทำให้สามารถจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Machine Learning (ML) และ Internet of Things (IoT)
Cloud Storage ช่วยจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์ IoT หรือชุดข้อมูลที่ใช้สำหรับการฝึกฝนโมเดล Machine Learning เช่น ข้อมูลภาพ เสียง และข้อมูลเชิงพฤติกรรม ทำให้การพัฒนาโครงการ ML และ IoT มีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการขยายขอบเขตการทำงาน
วิธีการเลือก Cloud Storage ให้เหมาะกับองค์กรของคุณ
ตรวจสอบระบบความปลอดภัย ตรวจสอบว่า Cloud Storage มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง และการสำรองข้อมูล
ประเมินพื้นที่ใช้งานที่ต้องการ ประเมินปริมาณข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บและเลือกแพ็กเกจพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
เลือกฟังก์ชันการใช้งานที่สอดคล้องกับการทำงาน พิจารณาความสามารถเสริม เช่น การรองรับ API การเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ หรือบริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
พิจารณาการรองรับอุปกรณ์ต่างๆ ตรวจสอบว่า Cloud Storage สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์ที่องค์กรใช้ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือเดสก์ท็อป PC
สรุป Cloud Storage สำคัญกับองค์กรอย่างไร
Cloud Storage ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่จัดเก็บข้อมูล แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถช่วยให้จัดเก็บข้อมูลได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งยังสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการจัดเก็บข้อมูลในแบบเดิมๆ แต่ทั้งนี้ องค์กรก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อดี ข้อเสีย และพิจารณาความต้องการใช้งานอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถเลือกใช้บริการ Cloud Storage ได้อย่างเหมาะสมที่สุด
สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาบริการ Cloud Storage ที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูง ไว้ใจให้ SiS ดูแลคุณ โดยเราคือตัวช่วยในการเข้าถึง Service และ Benefit และเป็น Distributor รายแรกของประเทศไทย พร้อม Reseller Network มากกว่า 10,000 ราย ที่พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ