Amazon Cloudfront คืออะไร? เข้าใจการทำงานและข้อดี

ปฏิเสธได้ยากว่าอินเตอร์เน็ต เข้ามาทำให้โลกทั้งใบเชื่อมโยงเข้าหากันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ธุรกิจส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเว็บไซต์ เกม หรือธุรกิจที่มีการขยายกิจการไปทั่วโลก ต่างก็ต้องมองหาโซลูชันที่มารองรับการทำงานและรองรับผู้ใช้งานให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี หนึ่งในโซลูชันที่ได้รับความนิยมนั่นก็คือ Cloudfront บริการ Content Delivery Network (CDN) จาก Amazon Web Services ที่มี PoPs มากกว่า 600+ จุดจาก Region ทั่วทุกมุมโลกแต่นอกจากนี้ Cloudfront ยังมีข้อดีอีกมากมายที่เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกันในบทความนี้

Amazon Cloudfront คืออะไร?

Amazon Cloudfront คือบริการ Content Delivery Network (CDN) เป็นหนึ่งในบริการของ AWS ที่ช่วยจัดส่งเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีการกระจายเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเนื้อหาจากสถานที่ใกล้เคียง ลดเวลาในการโหลดและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งข้อมูล

AWS Cloudfront ถูกใช้ในการเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ ทั้งบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน เกม ทั้งเนื้อหาแบบ Static และ Dynamic เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ .html, js หรือไฟล์รูปภาพ รวมถึงยังทำให้การเผยแพร่เนื้อหามีความปลอดภัยและสะดวกต่อการทำงานของนักพัฒนามากที่สุด  

Amazon Cloudfront ทำงานอย่างไร

Amazon Cloudfront ทำงานโดยใช้ระบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีอยู่ทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Edge Location เมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าถึงเนื้อหาจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน กระบวนการทำงานก็จะเริ่มจากการส่งคำขอไปยัง Cloudfront จากนั้น Cloudfront จะตรวจสอบว่ามีข้อมูลนั้นใน Edge Location ใกล้เคียงที่มี Latency ต่ำที่สุดหรือไม่ ถ้าหากมี ก็จะส่งข้อมูลให้ผู้ใช้ทันที แต่ถ้าไม่มี จะดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทางและจัดเก็บไว้ใน Edge Location เพื่อให้ผู้ใช้งานในอนาคตสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ Cloudfront ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการปรับการส่งข้อมูลให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน รวมถึงการใช้ HTTP/2 ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโหลดหน้าเว็บไซต์

Edge Location คืออะไร

Edge Location คือที่ตั้งของ Server ที่มีการจัดเก็บข้อมูลในระบบ CDN ของ Amazon Cloudfront โดยเป็นที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ที่ช่วยให้การส่งเนื้อหามีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Edge Location ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้เข้าถึงบ่อยๆ เพื่อให้สามารถจัดส่งข้อมูลนั้นได้อย่างรวดเร็ว โดยการทำงานร่วมกันของ Amazon Cloudfront และ Edge Location จะช่วยลดเวลาในการโหลดข้อมูลและทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานดีขึ้น

Cloud Gaming คืออะไร

Cloud Gaming คือรูปแบบการเล่นเกมที่ไม่ต้องติดตั้งเกมลงบนเครื่อง แต่ผู้เล่นสามารถเข้าถึงเกมผ่านบริการคลาวด์ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลของเกมจะถูกประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์และส่งภาพไปยังอุปกรณ์ของผู้เล่นแบบเรียลไทม์ ผู้เล่นสามารถเล่นเกมที่มีกราฟิกสูงได้โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ข้อดีของ Cloud Gaming คือความสะดวกในการเข้าถึงเกมจากอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น คอมพิวเตอร์, คอนโซล หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องดาวน์โหลดหรือติดตั้งเกม

การทำงานของ Cloud Gaming 

การทำงานของ Cloud Gaming ตลอดช่วงเวลาที่มีการใช้บริการ กินเวลาในแต่ละรอบการประมวลผลและส่งกลับข้อมูลสั้นมากในระดับไม่ถึงหนึ่งวินาที ขึ้นอยู่กับความเร็วและความเสถียรของการเชื่อมต่อ โดยจะมีลักษณะการทำงานของ Cloud Gaming ดังนี้:

  1. วิดีโอเกมที่คุณเล่น จะถูกประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ Cloud Service ที่มีระบบประมวลผลไม่ว่าจะ CPU หรือ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง และตั้งอยู่ทั่วโลก
  2. Input ต่างๆ เช่น จากคีย์บอร์ด เมาส์ คอนโทรลเลอร์ต่างๆ หรือพูดให้เห็นภาพคือ การบังคับต่างๆ ในวิดีโอเกม จะถูกส่งไปยังเซิฟเวอร์ที่กล่าวมา เพื่อทำการประมวลผล ซึ่งเซิร์ฟเวอร์จะมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดความหน่วงในการป้อนข้อมูลด้วย (Input Lag)
  3. หลังจาก Input ต่างๆ ถูกประมวลผล ก็จะถูกเข้ารหัสเป็นสตรีมมิ่งวิดีโอที่สามารถส่งผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้เทคนิคการบีบอัดข้อมูลและโปรโตคอลสตรีมมิ่งต่างๆ ตัวอย่างเช่น HTTP Live Streaming (HLS) หรือ Dynamic Adaptive Streaming over HTTP (DASH) เป็นต้น
  4. ข้อมูลสตริ่มมิ่งวิดีโอจะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ของผู้เล่นผ่านเครือข่าย Cloudfront 
  5. กระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นซ้ำเรื่อยๆ จนจบการทำงานหรือการเล่นเกม

Cloudfront Distribution คืออะไร และทำงานอย่างไร?

Cloudfront Distribution คือกระบวนการในการจัดส่งเนื้อหาผ่าน Amazon Cloudfront ซึ่งทำงานโดยการสร้าง "Distribution" ที่เป็นการกำหนดวิธีการส่งเนื้อหาให้กับผู้ใช้งาน โดยจะมีการตั้งค่าต่างๆ เช่น URL ที่จะใช้ในการเข้าถึงเนื้อหา และการกำหนด Edge Location ที่จะใช้ในการจัดเก็บข้อมูล 

คุณสามารถสร้าง หรือกำหนดค่าต่างๆ ของ Distribution ใน AWS Management Console เช่น ประเภทของเนื้อหาที่จะจัดส่ง (เช่น วิดีโอ, รูปภาพ, หรือข้อมูลอื่นๆ) และ Cloudfront จะทำการส่งข้อมูลจาก Edge Location ที่ใกล้เคียงที่สุดกับผู้ใช้

การทำงานของ  Amazon Cloudfront โดยการสร้าง Cloudfront Distribution

  1. ทำการกำหนด Origin Servers หรือแหล่งข้อมูลต้นทาง เช่น Amazon S3 bucket, Amazon EC2 instance, หรือเซิร์ฟเวอร์ HTTP เพื่อให้ CloudFront สามารถเข้าถึงไฟล์ของคุณได้ และกระจายข้อมูลไปยัง Edge Locations ต่าง ๆ ทั่วโลก
  2. ระบบจะทำการอัปโหลดข้อมูลลงใน Origin Servers โดยไฟล์ที่อัปโหลดลงไปอาจเป็นรูปภาพ วิดีโอ หรือในรูปแบบอื่น ๆ ที่ถูกเรียกว่า Objects
  3. ทำการสร้าง CloudFront Distribution ซึ่งคุณสามารถกำหนดว่าจะให้ CloudFront เรียกข้อมูลจาก Origin Servers ใด หากมีผู้ใช้เรียกดูไฟล์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ในขณะเดียวกันคุณยังสามารถกำหนดได้อีกว่าจะให้ CloudFront ทำการบันทึกคำร้องต่าง ๆ หรือให้ทำการกระจายข้อมูลในทันที
  4.  CloudFront จะสร้าง Domain Name ให้กับ Distribution ที่สร้างใหม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ CloudFront Console
  5. CloudFront จะส่งการกำหนด Distribution ไปยัง Edge Location ต่าง ๆ ที่มีการคัดลอกข้อมูลเก็บเอาไว้ เพื่อนำไปใช้ในการกระจายข้อมูลเมื่อมีผู้ใช้เรียกดูต่อไป  

ข้อดีของ Amazon Cloudfront

นอกเหนือจากความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการแล้ว การใช้ Amazon Cloudfront มีข้อดีหลายอย่างที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ CDN ดังนี้

  • ความง่ายและสะดวกในการใช้งาน: Amazon Cloudfront มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับขนาดได้อย่างอิสระตามการใช้งาน ทำให้ในส่วนของนักพัฒนานั้นสามารถทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น และในด้านของการจัดเก็บเนื้อหาที่ถูกดึงไปจัดเก็บที่ Edge Location และ Cache ข้อมูลในระดับ Region เท่านั้น ทำให้ลด Work load ของเซิร์ฟเวอร์ต้นทางลง เพราะไม่จำเป็นต้องดึงข้อมูลจากต้นทางทุกครั้งที่มีการเรียกใช้งาน
  • การรักษาความปลอดภัยหลากรูปแบบ: Cloudfront มีการรักษาความปลอดภัยหลายระดับและหลากหลายรูปแบบ เช่น การเข้ารหัส SSL/TLS และ HTTPS การควบคุมการเข้าถึง และการตรวจสอบการเข้าใช้งาน จึงทำให้เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลจากการโจรกรรม และจัดการข้อมูลขององค์กรที่มีความละเอียดอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเร็วในการโหลดเนื้อหา: ด้วยการเก็บข้อมูลไว้ที่ Edge Location ที่กระจายอยู่ทั่วโลก การเข้าถึงข้อมูลจึงเร็วกว่าการดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ต้นทาง ช่วยลดค่าความหน่วง และเหมาะอย่างยิ่งกับการใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์เกม หรือแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก

Amazon Cloudfront เหมาะกับงานในรูปแบบไหน

Amazon Cloudfront เหมาะสำหรับการใช้งานในหลากหลายประเภท เช่น:

  • Streaming Application: Cloudfront ช่วยให้การส่งข้อมูลวิดีโอหรือเสียงแบบเรียลไทม์มีความรวดเร็วขึ้น ลดการสะดุดหรือล่าช้าในการดาวน์โหลดข้อมูล สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในการส่งข้อมูลของผู้ให้บริการลง จากการที่ส่งข้อมูลในระยะที่สั้นลง
  • Website: การโหลดหน้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหนักสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น รองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้ ลดปัญหาเซิร์ฟเวอร์ล่ม รวมถึงเว็บไซต์มีความปลอดภัยสูงจากระบบรักษาความปลอดภัยที่หลากหลาย
  • Mobile Application & Game: การให้บริการข้อมูลสำหรับแอปพลิเคชันมือถือและเกมด้วย Cloudfront ช่วยให้สามารถอัปเดตและส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้ เช่น การอัปเดต Patch การดาวน์โหลด Client เกม และยังช่วยลด Latency ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งกับเกมประเภทที่ต้องมีการบังคับแบบเรียลไทม์
  • ธุรกิจที่มีการใช้ระบบคลาวด์: โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการใช้บริการ AWS อยู่แล้ว รวมถึงสำหรับธุรกิจที่ต้องการส่งเนื้อหาให้กับลูกค้าในหลายประเทศ จะช่วยให้สามารถกระจายเนื้อหาสู่ทั่วโลกได้เร็วยิ่งขึ้น 

เหตุผลที่ควรเลือกใช้ Amazon Cloudfront

มีหลายเหตุผลที่ทำให้ Amazon Cloudfront เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ CDN ดังนี้:

ความน่าเชื่อถือ

Cloudfront มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะเป็นบริการจาก Amazon Web Services ที่ได้รับความนิยมจากองค์กรใหญ่ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายและจุดของเครือข่าย (Point-of-Presence: PoP) อยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถมั่นใจในความพร้อมใช้งานได้สูงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

ความยืดหยุ่นในการใช้งาน

 ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการตั้งค่าได้ตามความต้องการ สามารถรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับนักพัฒนาในการทำงาน รวมถึงในมุมของผู้ใช้บริการปลายทาง ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

ความปลอดภัย

Cloudfront มีความปลอดภัยสูงในการจัดเก็บข้อมูลธุรกิจที่มีความละเอียดอ่อนหรือข้อมูลสำคัญที่ไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยหลายระดับและหลายรูปแบบ เช่น AWS  Advance Shield ที่ช่วยป้องกันการโจมตีแบบ DDoS, Web Application Firewall (WAF) เครื่องมือ Security Cloud Service  ที่ช่วยป้องกันจากการโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ เช่น cross-site forgery, cross-site-scripting (XSS), file inclusion และ SQL injection เป็นต้น ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานเพิ่มเติมจาก AWS Shield แบบ Standard ได้ รวมถึงฟีเจอร์ที่ใช้ในการจัดการ จำกัดสิทธิ์การเข้าใช้งาน ทำให้ข้อมูลได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดและสามารถบริหารจัดการและดูรายงานการเข้าถึงข้อมูลได้ตลอด 

ความสามารถในการจัดการ

Amazon Cloudfront สามารถใช้งานผ่านหน้า interface ของ AWS ได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Distributionใหม่ การปรับค่า หรือรวมถึงการจัดการบริการอื่นๆ ของ AWS ก็สามารถทำได้ในหน้าเดียว

ความคุ้มค่า 

ด้วยรูปแบบการชำระเงินแบบ pay-as-you-go หรือการเก็บค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งคิดเงิน 2 ส่วนหลักคือ  การถ่ายโอนข้อมูลออก (Outgoing Traffic) และคำขอ (Requests) จึงช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น และยืดหยุ่นขึ้น ในกรณีที่ต้องมีการใช้บริการจำนวนน้อยลง

สรุป Amazon Cloudfront คืออะไร? มีข้อดีอย่างไร?

Amazon Cloudfront เป็นบริการ CDN ที่มีประสิทธิภาพในการจัดส่งเนื้อหาอย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีฟีเจอร์ที่หลากหลาย เช่น Edge Location, Cloudfront Distribution และการรองรับการใช้งานในหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเกม, แอปพลิเคชัน, เว็บไซต์ หรือสำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องมีการใช้ Cloud Service ซึ่ง Cloudfront จะช่วยให้การรับ-ส่ง ข้อมูล มีความรวดเร็ว ลดความหน่วง มีความปลอดภัย และยังคุ้มค่าในด้านต้นทุนอีกด้วย จึงทำให้เป็นที่นิยมของธุรกิจ องค์กรใหญ่ในระดับโลกนั่นเอง

หากคนมีความสนใจ อยากเลือกใช้บริการของ Amazon Cloufront เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกให้กับธุรกิจของคุณ SiS คือตัวช่วยในการเข้าถึง Service และ Benefit และเป็น Distributor รายแรกของประเทศไทย มี Reseller Network มากกว่า 10,000 ราย พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ 

ให้ SiS เป็นอีก 1 ตัวช่วยที่ทำให้คุณ เริ่มต้นธุรกิจ Cloud ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

Getting started with us, AWS starter kit Virtual Machine (VM)
Find a plan to streamline your workflows

Start 1 Month Free Trial for Any Services* No need to buy, Just try first!

Start Free Trial